วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

จังหวัดบึงกาฬ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ บึงกาฬ


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ บึงกาฬ
บึงกาฬ น้องใหม่ที่พึ่งก่อตั้งได้ไม่นานนาน  ในปี  พ.ศ.2554  นี้เอง  เป็นจังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย  จำหรับประวัติจังหวัดนั้นมีไม่มากเพราะว่าก็ไม่ได้เป็นเมืองเก่าเมืองแก่แต่อย่างใด  จึงมีไม่ยาวนาน  และเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่กับจังหวัดหนองคายมา  แต่ก่อนพื้นที่นี้ไม่ค่อยมีคนอาศัยอยู่ไม่มากเท่าไหร่นัก  ตั้งแต่อดีตเป็นชุมชนที่มีขนาดเล็กที่อาศัยอยู่  และเป็นส่วนหนึ่งของเมืองหนองคายในสมัยที่ยังเป็นหัวเมืองใหม่จึงยังไม่ได้แยกออก  แต่ด้วยพื้นที่ทางภูมิศาสตร์นั้น  มีความยาวทอดไปตามลำน้ำโขง  จึงมีความห่างไกลจากตัวเมืองหนองคายเป็นอย่างมาก  ไม่สามารถที่ขจะพัฒนาได้เท่าที่ควร  และมีความลำบากในการติดต่อประสานงานต่างๆ  มีผลทำให้อำเภอบึงกาฬนั้นแยกออกมาเป็นจังหวัด  พ่วงด้วยอีก 7 อำเภอในการปกครอง  เพื่อความสะดวกแก่ประชาชนที่ติดต่อราชการ  และง่ายต่อการดูแลให้ทั่วถึง  จึงทำให้มีการเรีกร้องไปยังคณะรัฐมลตรี  เพื่อก่อตั้งจังหวัด  ในปี พ.ศ. 2537   แต่กว่าจะเป็นจังหวัดนั้น  ให้เวลาเกือบ 20 ปี พ.ศ. 2554  ในวันที่ 23 มีนาคม  จึงได้เป็นจังหวัดอย่างเป็นทางการนั้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
                สำหรับเริ่มแรกนั้นควาดว่า  บึงกาฬ  เป็นชุมชนเล็กมาแต่ก่อนและไม่ได้อยู่อาศัยมาเก่าก่อน  บริเวณนั้นเป็นป่าเขาติดชายฝั่งของแม่น้ำโขงสามารถที่จะทำเกษตรได้อย่างสมบูรณ์  เลยมีผู้คนมาอาศัยอยู่แต่ไม่ได้มีจำนวนมากนัก  เดิมนั้นมีชื่อเรียกว่า ไชยบุรี”  ขึ้นตรงต่อจังหวัดนครพนมและได้ทำการโอนย้ายมาที่หนองคาย  และได้ถูกเปลี่ยนเป็นชื่อใหม่ว่า  บึงกาฬ  ในปี 2482  สำหรับชื่อที่ใช้ในการเรียกนั้น  มาจากบึงของที่นั้น  คำว่า  “กาฬ”  หรือว่าชื่อเรียกเต็ม  นิลกาฬ  นั้นหมายถึงสีดำ   บึงนั้นมีพลอยชนิดหนึ่งที่มีลักษณะสีดำ  บางตำราบอกว่า เป็นชื่อเดิมของหมู่บ้านที่มีหนองน้ำขนาดใหญ่  มีชื่อว่า บึงกาญจน์”  ซึ่งบึงแห่งนั้นมีขนาดใหญ่  กว้างประมาณ 160 เมตร มีความยาว 3 กิโลเมตร  และด้วยเหตุผลใดก็ตามนั้น จึงเป็นที่มาของบึงกาฬในปัจจุบันนี้
                ตั้งแต่นั้นมาได้เป็นอำเภอหนึ่งของทางจังหวัดหนองคาย  ได้มีผู้คนอาศัยอยู่  มีธรรมชาติที่สงบ  ความเป็นอยู่อย่างเรียงง่าย  แต่ผู้คนยังอาศัยไม่มากพอที่จะเป็นจังหวัดได้  จึงได้เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอในจังหวัดหนองคายเท่านั้น  และด้วยจำนวนประชากรที่นั้นไม่มากเท่าไหร่  ด้วยที่จำนวนการอาศัยอยู่ของดั้งเดิมนั้นมีจำนวนหมู่บ้านที่ไม่มากเท่าไหร่ด้วย
                ในปี พ.ศ. 2537  นายสุเมธ  พรมพันห่าว  ส.ส.  พรรคเสรีธรรม  ของจังหวัดหนองคาย  เห็นว่าพื้นที่อำเภอบึงกาฬนั้นมีความห่างไกลจากตัวจังหวัดมาก  จึงคิดสมควรที่จะเป็นจังหวัดเพื่อง่ายในการติดต่อราชการและการบำรุง  รักษา  จึงได้ทำการเสนอไปทางคณะรัฐมนตรี  เพื่อให้เป็นจังหวัด  แต่เนื่องด้วยว่าจำนวนผู้คนอาศัยยังไม่มากเท่าไหร่  และเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับรัฐ  จึงยังไม่สามารถที่จะเป็นจังหวัดได้
                โดยมีเนื้อความกระทู้ตามเนื่องการจัดตั้งจังหวัดมีเหตุผลพอคร่าวๆ  ดังนี้  จังหวัดหนองคาย  เป็นจังหวัดที่ติดชายแดน  มีลักษณะที่ยาว  มีบางอำเภออยู่ห่างไกลจังหวัดหนองคาย  เป็นการยากที่จะติดต่อเรื่องราชการต่างๆ  และด้วยติดกับชายแดดไม่มีปัญหาร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านแต่อย่างไร  มีสมพันธ์ที่ดีต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน  แต่ว่าทางกระทรวงมหาไทย  ซึ่งมีพลเอก  ชวลิต  ยงใจยุทธ  เป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาไทยในช่วงนั้น  ได้แก้ปัญหาด้วยการเพิ่มอำนาจให้กับอำเภอบึงกาฬในบางเรื่อง  และมีการเพิ่มหน่วยงานที่จำเป็นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในช่วงบริเวณนั้น  จึงทำให้ยังไม่เป็นจังหวัดได้  รางานดังกล่าวจึงยังไม่รับพิจารณาในขั้นต่อไป  เป็นระยะเวลาเกือบ 20 ปีเลยทีเดียว
                ต่อมาในปี พ.ศ. 2553  ในการประชุมสภาผู้แทนราษฏร  โดย  ส.ส. พรรคกิจสังคม  นายเทวฤทธิ์  นิกรเทศ  ได้นำเรื่องการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬตั้งกระทู้ถามสดอีกครั้ง  และเป็นผลทำให้กระทรวงมหาไทยมีความเห็นชอบที่จะจัดตั้ง  และได้ทำเข้ากระบวนการจัดตั้งเป็นจังหวักและทำการเสนอเป็นร่างกฏหมาย  พ.ร.บ.  จัดตั้งจังหวัดต่อไป  โดยใช้หลังเกณฑ์  จำนวนประชากร  อีกทั้งเป็นแนวเขตแดน  และที่สำคัญเรื่องพื้นที่จะเป็นจังหวัดนั้นน้อย  แต่ด้วยความที่มีประชากรเพิ่มขึ้นแล้ว  และความห่างไกลตัวจังหวัดจึงเห็นที่จะต้องเป็นจังหวัดได้
                ทางรัฐสภามีมติเห็นชอบ  พ.ร.บ. จัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ  เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553   และประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2554  ประกาศใช้ในวันรุ่งขึ้น  เป็นผลให้อำเภอบึงกาฬ  เป็นจังหวัดบึงกาฬ  อย่างเป็นทางการ  และตามมาด้วยอำเภอในการปกครองได้แก่   อำเภอเซกา  อำเภอโซ่พิสัย  อำเภอบุ่งคล้า  อำเภอบึงโขงหลง  อำเภอปากคาด  อำเภอพรเจริญ  และอำเภอศรีวิไล  มาด้วยเป็นเขตการปกครองของจังหวัดบึงกาฬ

จิตรกรรมฝาผนังวัดโพธิ์ชัย จ.หนองคาย
















วัดโพธิ์ชัย เดิมชื่อ "วัดผีผิว" เนื่องจากบริเวณวัดนี้ใช้เป็นที่เผาผีหรือเผาศพ และมีผีดุ ต่อมาทางราชการจึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่ " วัดโพธิ์ชัย " ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แล้วยกฐานะขึ้นเป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พุทธศักราช 2524 และเป็นสถานที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใสซึ่งเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบปางมารวิชัย สมัยเชียงแสน ชั้นหลัง หล่อด้วยทองสุก มีพระพุทธลักษณะงดงามมาก ขนาดหน้าตักกว้าง 2 คืบ 8 นิ้ว สูงจากเบื้องล่างพระสงฆ์ ถึงยอดพระเกศ 4 คืบ 1 นิ้ว มีห่วงกลมขนาด หัวแม่มือจำนวน 3 ห่วง ติดกับพระแท่นซึ่งหล่อติดกับองค์พระใส สำหรับผูกเชือกติดกับยานเวลาที่อัญเชิญลงมา แห่รอบเมืองให้ประชาชน ได้สรงน้ำในวันสงกรานต์
หลวงพ่อใสจัดสร้างขึ้นโดย พระราชธิดาพระเจ้าไชยเชษฐาธราช กษัตริย์แห่ง ล้านช้างนคร ทั้ง 3 พระองค์ คือ สุก เสริม ใส ได้ขอพรจากพระราชบิดาโดยให้ช่างหล่อ พระพุทธรูปประจำพระองค์ และตั้งชื่อตามพระนามของพระธิดาทั้ง 3 พระองค์ ตามลำดับ คือ พระสุก พระเสริม และพระใส ประดิษฐานไว้ที่วัดโพนชัย แขวงเมือง เวียงจันทน์
พระรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระ บวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพย์ยกกองทัพไปปราบกบฎ เจ้าอนุวงศ์ ณ นครเวียงจันทน์ จนสงบแล้วจึงได้อัญเชิญ พระสุก พระเสริม พระใส มาจากถ้ำที่ภูเขาควาย เนื่องจาก ชาวเมืองได้นำเอาไปซ่อนไว้ขณะที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบภายในเมืองหลวง โดยอัญเชิญ ลงในแพไม้ไผ่ผูกติดกันอย่างมั่งคง ทั้ง 3 ลำ ล่องลอยมาตามน้ำงึม แล้วมาขึ้นฝั่งแม่น้ำโขงที่ เมืองหนองคาย ที่วักหอก่อง หรือวัดประดิษฐ์ธรรมคุณ จังหวัดหนองคาย
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งจอมเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ขุนวรธานี และเจ้าเหม็น (ข้าหลวง)อัญเชิญพระใส ขึ้นเกวียนไปไว้ที่กรุงเทพ ฯ แต่เกวียนที่ใช้อัญเชิญพระใสมาถึงวัดโพธิ์ชัยเกวียนก็หักลงไม่สามารถ เดินทางต่อไปได้ จึงได้อัญเชิญหลวงพ่อพระใสประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ชัยจนถึงบัดนี้
เมื่อถึงเทศกาลวันสงกรานต์ วันที่ 13 - 15 เมษายน ของทุกปีจะมีการทำบุญสมโภช หลวงพ่อใส โดยคณะสงฆ์ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนจะร่วมกันอัญเชิญหลวงพ่อใส ออกมาประดิษฐานบนยานแห่รอบเมืองหนองคายให้ประชาชนสรงน้ำแล้วนำมาประดิษฐานไว้ ณ ปะรำพิธีในวัดโพธิ์ชัย ในตอนค่ำจะมีการเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ และมีมหรสพเฉลิมฉลองตลอด 3 วัน
การบูรณะปฎิสังขร
เมื่อปี พุทธศักราช 2481 พระเศียรของหลวงพ่อพระใส ถูกขโมยตัดเอาไปขายจึงต้องประกอบพิธีหล่อพระเศียรขึ้นมาใหม่ และกล่าวกันว่าผู้ที่มาขโมยนั้นเกิดวิบัติฉิบหายทั้งครองครัว
พระราชปรีชาญาณมุณี (นวล เขมจารี) เจ้าอาวาสรูปที่ 12 ได้เริ่มบูรณะพระอุโบสถในวัดโพธิ์ชัย และศาลาการเปรียญต่างๆ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2516 - 2525 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จเป็นองค์ประธาน ยกช่อฟ้าพระอุโบสถ
ความสำคัญทางศาสนาต่อชุมชน

วัดโพธิ์ชัย เป็นสำนักเรียนพระปริยัติธรรมประจำจังหวัดหนองคาย และเป็นสำนักของเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย ฝ่ายมหานิกายมีพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานองค์พระพุทธปฎิมา "หลวงพ่อพระใส" ซึ่งพระบามสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้อัญเชิญมาจากประเทศลาวมาประดิษฐานไว้จนปัจจุบัน และมีหน้าที่พระอุโบสถมีเจดีย์เก่าแก่สมัยโบราณอายุ 100 ปีเศษ ซึ่งบรรจุอัฐิพระอรหันต์ ลักษณะ 4 เหลี่ยมย่อมุมไม้ 12 ประดิษฐานอยู่ 1 องค์





กลุ่มอาชีพบ้านสีกายเหนือ จ.หนองคาย













หมู่บ้านวิถีชุมชน ริมฝั่งโขง
บ้านสีกายเหนือ โฮมสเตย์ จังหวัดหนองคาย
จากคำบอกเล่า...
            คุณแม่ดวงไพศรี นิลเกตุ ประธานกลุ่มหมู่บ้านโฮมสเตย์และคณะกรรมการกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่มาให้การต้อนรับและให้ข้อมูล
หมู่บ้านสีกายเหนือ ตั้งอยู่ หมู่ 6  ตำบลสีกาย
            มีสมาชิกจำนวน 41 ครัวเรือน ภายใต้การสนับสนุนของพัฒนาชุมชน จังหวัดหนองคาย และองค์การบริหารส่วนตำบลสีกาย เป็นโฮมสเตย์ไทยที่ได้รับมาตรฐานรองรับถึง 8 ปีซ้อน จากสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
            ลักษณะของบ้านพักที่จัดทำเป็นโฮมสเตย์ เป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ส่วนใหญ่ โดยชุมชนจะจัดสรรบ้านของตนเองที่มีอยู่แล้ว ให้เป็นที่พักอาศัยนักท่องเที่ยว และได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่ชุมชนจัดขึ้นและดำเนินชีวิตตามวิถี ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวจากต่างๆถิ่นเกิดประสบการณ์และรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
 กิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว
            การล่องเรือตามลำน้ำโขง การปั่นจักรยานตามเส้นทางลำน้ำโขงชมวิถีชีวิตสองฝั่งแม่น้ำโขง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสบายๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อกับการนวดแผนไทย
            สำหรับในเดือนมีนาคม-เมษายน หาดสีกาย จะเป็นหาดทรายสีขาวสะอาดทอดแนวยาวตามลำน้ำโขง อันเกิดจากธรรมชาติสร้างสรรค์จะปรากฏให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับความสวยงามกัน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีนักท่องเที่ยวจากหลากหลายพื้นที่เข้ามาเที่ยวและเยี่ยมชม สัมผัสกับวัฒนธรรม และมิตรภาพที่ชาวบ้านสีกายมอบให้
            และเทศกาลท่องเที่ยวที่สำคัญ ทุกวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ชาวชุมชนสีกาย จะคึกคัก คราคร่ำไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาเพื่อเฝ้าชมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  คือ บั้งไฟพญานาคเหนือลำน้ำโขง
                พอผ่านพ้นเทศกาลออกพรรษา เป็นต้นไป ลำน้ำโขงก็จะกลับมาสงบ วิถีชีวิตของชาวบ้านสีกาย ก็จะคืนสู่ชุมชนเกษตรกรรม บริเวณพื้นที่ริมฝั่งโขงยามน้ำลด จะกลายเป็นแหล่งเกษตรกรรม เช่น มะเขือเทศ พืชผักนานาชนิด แต้มสีสันบนผืนดินริมฝั่งโขงให้มีความงดงามยิ่งนัก
            และนอกเหนือจากการจัดกิจกรรม บ้านสีกายเหนือโฮมสเตย์การท่องเที่ยวตามวิถีชุมชนริมฝั่งโขงแล้ว ชุมชนหมู่บ้านสีกายยังจัดให้มีกลุ่มส่งเสริมอาชีพต่างๆ เกิดขึ้น เช่น
กลุ่มส่งเสริมอาชีพหัตถกรรม (งานปั้น แกะสลัก)
กลุ่มส่งเสริมอาชีพแม่บ้านเกษตร (มะเขือเทศแช่อิ่ม)
กลุ่มส่งเสริมอาชีพทอผ้าพื้นเมือง (แม่มาย แก้วอุ่น)
กลุ่มส่งเสริมอาชีพแปรรูปอาหาร (กล้วยทอด , กล้วยฉาบ)
กลุ่มส่งเสริมอาชีพ (จัก-สาน)
จนสามารถผลิตเป็นสินค้า OTOP ของชุมชนได้อย่างยั่งยืน






ความเป็นมาของจังหวัดหนองคาย


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ จังหวัดหนองคาย

ประวัติจังหวัด หนองคาย กับศึกฮ่อ ครั้งที่ ๑ และ๒ ในรัชกาลที่ ๕ ชื่อเมืองหนอง
ค่ายถูกเรียกเพี้ยนเป็นเมืองหนองคายแทน เจ้าเมืองคือ พระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) สืบต่อจากพระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวสุวอ) ในปี พ.ศ. ๒๓๘๑ต่อมาเกิดศึกฮ่อที่ชายแดนติดต่อ กับญวน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๘ ขณะนั้นพระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) ลงไปราชการที่เมืองอุบลราชธานี ต้อนรับพระยา มหา อำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) ซึ่งไปตั้งกองสักเลกและเร่งรัดเงินส่วยที่หัวเมืองพอดี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) เกณฑ์ทัพไปปราบฮ่อทันที พอไปถึงหนองคาย ทราบว่ากรมการ เมืองหนองคายและโพนพิสัยกลัวฮ่อจนหลบหนีไปไม่ยอมสู้รบ ปล่อยให้ฮ่อบุกเข้ามาจนถึงเวียงจันทน์ จึงสั่งให้หาตัวกรมการ เมืองที่หลบหนีศึกฮ่อในครั้งนั้นทั้งเมืองหนองคายและโพนพิสัยมาประหารชีวิต เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป ฝ่ายกองทหาร ฮ่อฮึกเหิมบุกเวียงจันทน์จุดไฟเผาลอกเอาทองจากองค์พระธาตุหลวงได้ แล้วยังบุกข้ามโขงจะตีเมืองหนองคาย แต่ถูกกองทัพ เมืองหนองคายตีกลับอยู่ที่บริเวณตำบลมีชัยปัจจุบัน ซึ่งได้เรียกบริเวณไทยรบชนะฮ่อในครั้งนั้นว่า "ตำบลมีชัย" เป็นอนุ สรณ์ แล้วขึ้นไปตีศึกฮ่อจนถอยร่นไปทางทุ่งเชียงคำ (ทุ่งไหหิน) เหตุการณ์ก็สงบลงจนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๒๘ จึงเกิดศึกฮ่อครั้งที่ ๒ คราวนี้มีพวกไทดำ พวน ลาว ข่า เข้าสมทบกับโจรฮ่อฉวยโอกาสปล้นทรัพย์สิน เสบียงอาหาร และเผาเรือนราษฎร โดยบุกยึด มาตั้งแต่ทุ่งเชียงขวางจนเข้าเวียงจันทน์
การปราบศึกฮ่อครั้งที่ ๒ รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้ทัพฝ่ายเหนือและทัพฝ่ายใต้ ยกเข้าตีขนาบฮ่อทั้งทางหลวงที่หลวง พระบางและเวียงจันทน์ โดยทัพฝ่ายใต้ให้พันเอกพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม (ยศในขณะนั้น) คุมทัพมา ทางนครราชสีมา เข้าเมืองหนองคายแล้วทวนแม่น้ำโขงเข้าทางแม่น้ำงึมโดยเรือ
คำหยาด บุกค่ายฮ่อ เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม จนมีชัยชนะ จากนั้นคุมเชลยฮ่อมาขังไว้ที่ระหว่างวัดศรีสุมังค์และวัดลำดวน จึงเรียก "ถนนฮ่ฮ" มาถึงทุกวันนี้ และโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง "อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ" เพื่อบรรจุอัฐิผู้เสียชีวิตในสงครามปราบฮ่อ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙ ไว้ที่เมืองหนองคายด้วย
เขตการปกครอง
การปกครองแบ่งออกเป็น 9 อำเภอ
1. อำเภอเมืองหนองคาย
2. อำเภอท่าบ่อ
3. อำเภอโพนพิสัย
4. อำเภอศรีเชียงใหม่
5. อำเภอสังคม
6. อำเภอสระใคร
7. อำเภอเฝ้าไร่
8. อำเภอรัตนวาปี
9. อำเภอโพธิ์ตาก

ลักษณะภูมิประเทศ
โดยทั่วไป ทิศเหนือเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ทิศตะวันออกเป็นที่สูงและป่าโปร่ง ทิศตะวันตกเป็นภูเขา และป่า ติดต่อกันถึงเขตจังหวัดเลย ด้านทิศใต้เป็นที่สูง มีระดับความสูงโดยเฉลี่ย 1,200 ฟุต จากระดับน้ำทะเล ฤดูกาลในจังหวัดหนองคายมี 3 ฤดู ในฤดูร้อนอากาศจะร้อนจัด อุณหภูมิสูงสุด ประมาณ 35 องศาเซลเซียส ในฤดูฝนจะมีฝนตกหนัก เนื่องจากมีภูมิประเทศอยู่ติดกับแม่น้ำโขง ในฤดูหนาว อากาศจะหนาวเย็น เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่สูง อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 11 องศาเซลเซียส
ลักษณะภูมิอากาศ
เนื่องจากจังหวัดหนองคายมีภูมิประเทศติดกับแม่น้ำโขง ทำให้มีฝนตกชุกในฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ในฤดูหนาวราวเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์จะมีอากาศหนาวเย็นเนื่องจากพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นที่สูง อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 11 องศาเซลเซียส ส่วนในฤดูร้อนตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเมษายนอากาศจะร้อนจัด อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 35 องศาเซลเซียส
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับ กำแพงนครเวียงจันทน์ เขตเมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีแม่น้ำโขงเป็นแนวพรมแดน
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ จังหวัดบึงกาฬ
ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดสกลนครและจังหวัดอุดรธานี
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ จังหวัดเลย

วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ทอผ้าย้อมสี บ้านนาแวง อำเภอเขมราฐ












กลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ บ้านนาแวง ต.นาแวง
นางศิริพร คนฉลาด                           ประธานกลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ บ้านนาแวง ม.12
คุณแม่สวย  ศรีชัย                            สมาชิกกลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ บ้านนาแวง ม.12
คุณแม่นารีรัตน์  พิมพ์สวย                    สมาชิกกลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ บ้านนาแวง ม.12
คุณพ่อเพ็ชรสี     พิมพ์สวย                   สมาชิกกลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ บ้านนาแวง ม.12
           
                จากการบอกเล่าของสมาชิกในกลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ บ้านนาแวง ต.นาแวง นั้นเป็นหนึ่งในเก้าตำบลของอำเภอเขมราฐ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของตัวอำเภอโดยทิศเหนือเป็นแนวเขตชายแดนติดกับลำน้ำโขง ซึ่งกั้นเป็นแนวเขต กับสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ซึ่งมีความยาวประมาณ 30 กิโลเมตร ทิศใต้ติดกับตำบลกองโพน และตำบลนาตาล ของอำเภอนาตาล จ.อุบลราชธานี สถานที่ตั้งของตำบลนาแวงนั้นมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ยาวนานหลายร้อยปี โดยมีการบันทึกเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และมีซากปรักหักพังของสถูปและเจดีย์และเรื่องราวบอกเล่าต่อๆกันมา
          นอกจากนั้นแล้วยังมีสถาปัตยกรรมสมัยขอม ในยุคหลังประวัติศาสตร์อายุประมาณ 1500 ปี ในยุคของอาณาจักรฟูนัน กำลังรุ่งเรือง โดยชนเผ่าขอมได้อพยพขึ้นมาตามลำน้ำโขง เพื่อแสวงหาถิ่นที่อยู่ใหม่ และได้นำเอาศิลปวัฒนธรรมของชาวขอมมาเผยแพร่ด้วย และยังได้สร้างสถานที่ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ปรากฏให้เห็นตลอดแนวลำน้ำโขง ที่เห็นเด่นชัดและยังคงอยู่ในปัจจุบัน คือ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ตำบลพะลาน อำเภอนาตาล
          ประวัติศาสตร์บ้านนาแวง จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ก็ไม่สามารถระบุได้ว่า บ้านนาแวง ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อไหร่ เกิดมาก็พบร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ของหมู่บ้านอยู่แล้ว

          คุณพ่อกำนันซุย ไชยจักร เล่าว่า ตำบลนาแวง มีชื่อเดิมว่า “เมืองโขงเจียมเหนือ” ส่วนเมืองโขงเจียมใต้ คือ อำเภอโขงเจียมในปัจจุบันโดยทั้งสองเมืองนี้ตั้งขึ้นพร้อมกัน ผู้ก่อตั้งเมืองโขงเจียมเหนือคือ “พ่อมหาวิชัย” ส่วนปี พ.ศ. ที่ก่อตั้งนั้นไม่มีหลักฐานชัดเจน จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง เมืองโขงเจียมจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ตำบลนาแวง” เมื่อปี พ.ศ. 2465 โดยประมาณ โดยมีนายคำดี ชาสุรีย์ ดำรงตำแหน่ง กำนันตำบลนาแวง เป็นคนแรก

เมืองดอกบัวงามนามอุบล

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อุบลราชธานี
ประวัติจังหวัดอุบลราชธานี

              เมื่อปีพุทธศักราช 2228 เกิด วิกฤติทางการเมืองในนครเชียงรุ้ง เพราะกลุ่มจีนฮ่อธงขาวยกกำลังปล้น เมืองเจ้านครเชียงรุ้งคือ เจ้าอินทกุมาร เจ้านางจันทกุมารี และเจ้าปางคำ ได้อพยพไพร่พลมาขอพึ่งบารมีพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช ของเวียงจันท์ จึงโปรดให้นำไพร่พลไปตั้งเมืองที่หนองบัวลุ่มภู (ปัจจุบันเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู) โดยตั้งชื่อเมืองว่า นครเขื่อนขันธ์ กาบแก้วบัวบานต่อมาพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช ให้เจ้าปางคำเสกสมรสกับพระราชนัดดาได้โอรส คือ เจ้าพระตา เจ้าพระวอซึ่งมีความสำคัญต่อเมืองอุบลราชธานีอย่างยิ่ง เพราะต่อมา ปีพุทธศักราช 2314 เกิดสงครามแย่งชิงอำนาจระหว่างเวียงจันท์กับเมืองหนองบัวลุ่มภู โดยเจ้าสิริบุญสาร เจ้าแผ่นดินเวียงจันท์ ขอบุตรธิดาของเจ้าพระตา เจ้าพระวอ ไปเป็นนางห้ามและนางสนม แต่เจ้าพระตา เจ้าพระวอไม่ให้ เจ้าสิริบุญสาร จึงส่งกองทัพมาตีเมืองหนองบัวลุ่มภู เจ้าพระตา เจ้าพระวอ ยกกองทัพออกต่อสู้ และกองทัพเวียงจันท์ต้องพ่ายกลับไปหลายครั้ง
การรบระหว่างเวียงจันทร์กับเมืองหนองบัวลุ่มภู ต่อสู้กินเวลายาวนานถึง 3 ปี ไม่มีผลแพ้ชนะกัน เจ้าสิริบุญสารได้ส่งทูตไปขอกองทัพพม่าที่เมืองเชียงใหม่ ให้มาช่วยตีเมืองหนองบัวลุ่มภู โดยมีเงื่อนไขเวียงจันทร์ยอมเป็นเมืองขึ้นของพม่า กองทัพพม่าที่เมืองเชียงใหม่ จึงให้ม่องระแง คุมกองทัพมาช่วยเจ้าสิริบุญสารรบ เมื่อฝ่ายเจ้าพระตาทราบข่าวศึก คะเนคงเหลือกำลังที่จะต้านศึกกองทัพใหญ่กว่าไว้ได้ จึงให้เจ้าคำโส เจ้าคำขุย เจ้าก่ำ เจ้าคำสิงห์ พาไพร่พล คนชรา เด็ก ผู้หญิง พร้อมพระสงฆ์ อพยพมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อหาที่สร้างบ้านแปลงเมืองใหม่ไว้รอท่า หากแพ้สงครามจะได้อพยพติดตามมาอยู่ด้วย
โดย แรกได้มาตั้งเมืองที่บ้านสิงห์โคก บ้านสิงห์ท่า (ปัจจุบันคือจังหวัดยโสธร) และการสู้รบในครั้งสุดท้าย เจ้าพระตาถึงแก่ความตายในสนามรบ เจ้าพระวอผู้เป็นบุตรชายคนโต พร้อมด้วยพี่น้องคือ นางอูสา นางสีดา นางแสนสีชาด นางแพงแสน เจ้าคำผง เจ้าทิตพรหม และนางเหมือนตา ได้หลบหนีออกจากเมืองมารับเสบียงอาหารจากบ้านสิงห์โคก สิงห์ท่า แล้วผ่านลงไปตั้งเมืองที่ ดอนมดแดงพร้อมขอพึ่งพระเจ้าไชยกุมารองค์หลวง แห่งนครจำปาศักดิ์ ฝ่ายเจ้าสิริบุญสารทราบข่าวการตั้งเมืองใหม่ จึงให้อัคฮาดหำทอง และพญาสุโพ ยกกองทัพมาตีเจ้าพระวอสู้ไม่ได้ และเสียชีวิตในสนามรบ เจ้าคำผงผู้น้องจึงขึ้นเป็นหัวหน้ากลุ่ม พร้อมมีใบบอกลงไปที่เมืองนครราชสีมา และกรุงธนบุรี เพื่อขอพึ่งบารมีพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งให้ เจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) และเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ยกกองทัพมาช่วยเจ้าคำผง ด้านพญาสุโพรู้ข่าวศึกของเจ้ากรุงธนบุรี จึงสั่งถอยทัพกลับเวียงจันท์ แต่เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ ได้เดินทัพติดตามทัพเวียงจันทร์ จนสามารถเข้ายึดเมืองได้สำเร็จ จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกต พร้อมคุมตัวเจ้าสิริบุญสารไปกรุงธนบุรี ส่วนเจ้าคำผงหลังเสร็จศึกได้กลับไปตั้งเมืองอยู่ที่ดอนมดแดงเหมือนเดิม กระทั่งปีพุทธศักราช 2319 เกิดน้ำท่วมใหญ่ เจ้าคำผงจึงอพยพไพร่พลไปอยู่ที่ดอนห้วยแจระแม (ปัจจุบัน คือบ้านท่าบ่อ) รอจนน้ำลด แล้วจึงหาทำเลที่ตั้งเมืองใหม่ที่ที่ตำบลบ้านร้าง เรียกว่า ดงอู่ผึ้งริมฝั่งแม่น้ำมูลอันเป็นที่ตั้งของจังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน เมื่อปีพุทธศักราช 2320 พร้อมกับได้สร้างพระอารามหลวงขึ้นเป็นวัดแรก
ต่อมาปีพุทธศักราช 2322 พระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาราชสุภาวดี เชิญท้องตราขึ้นมาตั้งเป็นเมืองอุบลราชธานี พร้อมให้เจ้าคำผงเป็นเจ้าเมืองในราชทินนาม พระประทุมราชวงศาเจ้าทิตพรหมเป็นพระอุปฮาด เจ้าก่ำเป็นราชวงศ์ เจ้าสุดตาเป็นราชบุตร โดยเป็นคณะอาญาสี่ชุดแรกของเมืองอุบลราชธานี จนถึงกาลเปลี่ยนแผ่นดินปีพุทธศักราช 2334 สมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เกิดขบถอ้ายเชียงแก้วเขาโอง ยกกำลังมาตีเมืองนครจำปาศักดิ์ เจ้าฝ่ายหน้าผู้น้องพระประทุมราชวงศาได้ยกกำลังไปรบ สามารถจับอ้ายเชียงแก้วได้ และทำการประหารชีวิตที่บริเวณแก่งตะนะ
ในปีถัดมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเมืองอุบลขึ้นเป็นเมืองประเทศราช แต่งตั้งให้พระประทุมราชวงศาเป็นพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) เจ้าครองเมือง เมืองอุบลราชธานีศรีวนาไล ประเทศราชพระราชทานพระสุพรรณบัตร และเครื่องยศเจ้าเมืองประเทศราช พร้อมทำพิธีสบถสาบานถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เมื่อวันจันทร์ เดือน 8 แรม 13 ค่ำ จุลศักราช 1154 ปีชวด จัตวาศก ตรงกับวันที่ 16 กรกฎาคม 2335 โดยเป็นเจ้าเมืองคนแรกของอุบลราชธานี ถึงปี 2338 พระพรหมวรราชสุริยวงศ์ (ทิตพรหม) น้อง ชายพระประทุม จึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานีคนต่อมา รวมมีเจ้าเมืองอุบลราชธานี ที่พระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งทั้งสิ้น 4 ท่าน
ภายหลังการก่อตั้งเมืองอุบลฯ แล้ว ก็ได้มีการตั้งเมืองสำคัญในเขตปกครองของจังหวัดอุบลราชธานีขึ้นอีกหลายเมือง เช่น ใน พ.ศ. 2357 โปรดฯให้ตั้งบ้านโคกพเนียง เป็นเมืองเขมราฐธานี
ปี พ.ศ. 2366 ยกบ้านนาก่อขึ้นเป็นเมืองโขงเจียง (โขงเจียม) โดยขึ้นกับนครจำปาศักดิ์
ปี พ.ศ. 2388 ในรัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกบ้านช่องนางให้เป็นเมืองเสนางคนิคม ยกบ้านน้ำโดมใหญ่ขึ้นเป็นเมืองเดชอุดม ให้หลวงอภัยเป็นหลวงยกบัตรหลวงมหาดไทยเป็นหลวงปลัด ตั้งหลวงธิเบศร์เป็นพระศรีสุระ เป็นเจ้าเมือง รักษาราชการแขวงเมืองเดชอุดม
ปี พ.ศ. 2390 ตั้งบ้านดงกระชุหรือบ้านไร่ ขึ้นเป็นเมืองบัวกัน ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นเมืองบัวบุณฑริก หรืออำเภอบุณฑริกในปัจจุบัน
ปี พ.ศ. 2401 ตั้งบ้านค้อใหญ่ ให้เป็นเมือง ขอตั้งท้าวจันทบรม เป็นพระอมรอำนาจ เป็นเจ้าเมือง ตั้งท้าวบุตตะเป็นอุปฮาด ให้ท้าวสิงหราชเป็นราชวงศ์ ท้าวสุริโยเป็นราชบุตร รักษาราชการเมืองอำนาจเจริญขึ้นกับเมืองเขมราฐ
ปี พ.ศ. 2406 ในรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านกว้างลำชะโด ตำบลปากมูล เป็นเมืองพิบูลมังสาหารและให้ตั้งบ้านสะพือ เป็นเมืองตระการพืชผล ตั้งท้าวสุริยวงษ์ เป็นพระอมรดลใจ เป็นเจ้าเมือง
ปี พ.ศ. 2422 ในรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านท่ายักขุเป็นเมืองชานุมานมณฑล และให้ตั้งบ้านเผลา (บ้านพระเหลา) เป็นเมืองพนานิคม
ปี พ.ศ. 2423 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านนากอนจอ เป็นเมืองวารินชำราบ
ปี พ.ศ. 2424 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านจันลานาโดม เป็นเมืองโดมประดิษฐ์ (ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านที่อำเภอน้ำยืน)
ปี พ.ศ. 2425 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านทีเป็นเมืองเกษมสีมา ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นอำเภอม่วงสามสิบนั่นเอง
อุบลราชธานี จึงเป็นเมืองที่มีเขตการปกครองอย่างกว้างขวางที่สุด ทางด้านตะวันออกของภาคอีสานตอนล่างครอบคลุมที่ราบและแม่น้ำสายสำคัญของภาค อีสานถึง 3 สายด้วยกัน คือ แม่น้ำชี แม่น้ำมูล และแม่น้ำโขง อีกทั้งยังมีแม่น้ำสายเล็กๆที่มีกำเนิดจากเทือกเขาในพื้นที่ เช่น ลำเซบก ลำเซบาย ลำโดมใหญ่ เป็นต้น
แม่น้ำทั้งหลายเหล่านี้ไหลผ่านที่ราบทางด้านเหนือและทางด้านใต้ทอด เป็นแนวยาวสู่ปากแม่น่ำมูลและแม่น้ำโขง ยังความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พื้นที่ในบริเวณแถบนี้ทั้งหมด ทำให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์มาแต่ โบราณกาล [3]
ในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการยกเลิกมณฑลทั้งประเทศ จังหวัดอุบลราชธานีซึ่งแยกออกมาจากมณฑลนครราชสีมาในขณะนั้น ได้กลายเป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หลังจากนั้นจังหวัดอุบลราชธานีก็ได้ถูกแบ่งออก โดยอำเภอยโสธรและอำเภอใกล้เคียงเป็นจังหวัดยโสธร ในปี พ.ศ. 2515 และต่อมาปี 2536 ได้ถูกแบ่งอีกครั้ง โดยอำเภออำนาจเจริญและอำเภอใกล้เคียงเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ ปัจจุบันจังหวัดอุบลราชธานีมีพื้นที่เป็นอันดับ 5 ของไทย และมีประชากรลำดับที่ 3 ของประเทศ